องค์แปดของโยคะ (Eight Limbs)

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "อัษฎางคโยคะ" (Astanga yoga) ซึ่งหมายถึง "บันได 8 ขั้นสู่องค์สมาธิ" ที่พระศิวะได้วางไว้ให้ผู้ปฏิบัติโยคะต้องเดินตามเพื่อไปสู่สภาวะสูงสุดของจิตวิญญาณ หรือ "โมกษะ (นิพพาน นิรวรรณา)" องค์แปดหรือบันไดแปดขั้นมีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

1. ยมะ (Yama) หมายถึง ทัศนะคติของเราที่มีต่อสิ่งต่างๆและคนอื่นๆรอบตัวเรา หมายถึง วินัย การยับยั้ง ทัศนคติ หรือ พฤติกรรม ซึ่งก็คือ "ศีล" ของชาวพุทธนั่นเองค่ะ ยมะมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่

>> อหิมสา (Ahimsa) หมายถึง การไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ รวมถึงไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน หมายถึง ความกรุณา มิตรภาพ และการคิดถึงคนอื่นๆและสิ่งต่างๆอย่างใคร่ครวญ ตรงกับศีลข้อที่หนึ่ง

>> สัตยะ (Satya) หมายถึง การไม่พูดปด มีสัจจะวาจา ไม่โอ้อวดตน ไม่ข่มเหงผู้อื่น เราควรพิจารณาว่าจะพูดอะไร สิ่งที่เราพูดจะมีผลอะไรกับผู้อื่นหรือไม่ บทความหนึ่งจากมหาภารตะกล่าวว่า "จงพูดความจริงที่น่าพอใจ อย่าพูดความจริงที่ไม่น่าพอใจ จงอย่าพูดปด แม้ว่าถ้อยคำโป้ปดนั้นจะรื่นหู นี่คือกฎที่ไม่มีวันตายหรือธรรมะ" ตรงกับศีลข้อที่สี่

>> อัสเตยะ (Asteya) หมายถึง การไม่เอาอะไรที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ลักขโมยทั้งสิ่งที่มีและไม่มีชีวิต ไม่หาประโยชน์จากผู้อื้น ตรงกับศีลข้อที่สอง

>> พรหมจรรย์ (Brahmacharya) หมายถึง การไม่ผิดลูกและภรรยาของผู้อื่นการมีสามีและภรรยาเดียว ตรงกับศีลข้อที่สาม

>> อปริครหะ (Aparigraha) หมายถึง การไม่สะสมทรัพย์เกินควร ไม่โลภ เอาเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและไม่ฉวยประโยชน์จากสถานการณ์

2. นิยมะ (Niyama) หมายถึง ทัศนคติที่เราประยุกต์กับตัวเราเอง หรือจริยธรรมหรือข้อควรปฏิบัติ 5 ประการ

>> เศาจะ (Saucha) หมายถึง ความบริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ความสะอาดภายในจะเกี่ยวกับสุขภาพอวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานได้ดี รวมทั้งความชัดเจนแจ่มใสของจิตใจ การฝึกอาสนะและปราณายามะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบรรลุถึงเศาจะภายใน

>> สันโดษ (Santosa) หมายถึง ความพอประมาณและความรู้สึกพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว การยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น หมายรวมถึงกิจกรรมทางจิตใจ

>> ตบะ (Tapas) หมายถึง ความอดทนอดกลั้น การตั้งมั่นในสิ่งที่เราทำอยู่ ความเคร่งครัด การจดจ่อ

>> สวาธยายะ (Svadhyaya) หมายถึง การใฝ่รู้ การศึกษาทางโลกและธรรม การศึกษาตนเอง การเรียนรู้ทุกชนิดที่ช่วยให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น

>> อีศวรประณิธาน (Isvara pranidhana) หมายถึง การศรัทธายึดมั่นในศาสนาและประเพณีที่เราปฏิบัติอยู่

3. อาสนะ (Asana) หมายถึง กระบวนการฝึกฝนทางร่างกายให้เกิดความคงทนและความสมดุลต่อการเจ็บป่วยและความเสื่อม เป็นกระบวนการพัฒนาเพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกาย มีอาสนะพื้นฐาน 32 อาสนะ

4. ปราณายามะ (Pranayama) หมายถึง การมีสติอยู่กับลมหายใจ การบริหารลมหายใจหรือลมปราณ

5. ปรัตยาหาระ (Pratyahara) หมายถึง การสำรวมอินทรีย์ การควบคุมอารมณ์ กิเลส พฤติกรรม ความรู้สึก ความต้องการ ความคิด ให้เป็นบวก ให้มีสติเท่าทันอารมณ์ ให้มีความสงบและเกิดปัญญา ประสาทสัมผัสทั้งห้าจะไม่ขึ้นกับสิ่งเร้าและไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าอีกต่อไป เราไม่สามารถทำให้ปรัตยาหาระเกิดขึ้นได้ เราทำได้เพียงแค่ฝึกวิธีการที่อาจทำให้มันเกิดขึ้น

6. ธารณา (Dharana) หมายถึง การถอนอารมณ์จากสิ่งที่เรายึดมั่นอยู่ว่าเป็นของเรา การมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ทำหรือมุ่งความสนใจไปในทิศทางเดียว (ไม่ใช่สมาธิ)

7. ธยานะ (Dhyana) หมายถึง การเชื่อมโยงระหว่างตัวตนกับวัตถุ ต้องเกิดธารณาก่อนจึงจะมีธยานะ เนื่องจากจิตใจจำเป็นต้องจดจ่อกับวัตถุหนึ่งก่อนที่การเชื่อมโยงจะเกิดขึ้น

8. สมาธิ (Samadhi) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกจิต เข้าสู่ภาวะสุญตา คือ ความว่าง สมาธิ คือ ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เมื่อเราสามารถดื่มด่ำกับอะไรบางอย่างจนจิตใจของเรากลายเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ เราอยู่ในสภาวะสมาธิ

"ปรัตยาหาระ" เป็นกึ่งหฐ กึ่งราชาโยคะ "ธารณา ธยานะ และสมาธิ" เป็นราชาโยคะ ทั้งสี่องค์นี้ไม่สามารถฝึกฝนได้ โยคะสูตรจึงแนะนำให้ฝึก "อาสนะและปราณายามะ" เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับธารณา เนื่องจากทั้งสองอย่างนี้จะมีอิทธิพลต่อการทำงานของจิตใจและสร้างที่ว่างในใจที่ยุ่งเหยิง ทันทีที่ธารณาปรากฎขึ้นธยานะและสมาธิจะตามมา


อ้างอิง : หนังสือหัวใจแห่งโยคะ